บุปผากัญคลินิก

เราคือคลินิกการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และ คลินิกกัญชาทางการแพทย์ เราเชี่ยวชาญในการตรวจรักษาโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลส์ในร่างกาย (กลุ่มโรค NCD) โรคป่วยเรื้อรังมานาน เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน ไขมัน ไมเกรน อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคแพ้ภูมิตัวเอง (โรคพุ่มพวง) สะเก็ดเงิน ต้อเนื้อ ต้อหิน ต้อกระจก ฯลฯ 

 

” สุขภาพดีของคุณ คือ งานของเรา  “

 

บริการของเรา

บทความ

คลินิกกัญชาทางการแพทย์ โดยรัฐบาล

คลินิกกัญชาทางการแพทย์

ที่มา https://www.medcannabis.go.th

VDO กัญชารักษาโรค

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม : ใช้กัญชารักษาโรคแล้วจะติดไหม

ตอบ : ยาจากกัญชาที่ใช้ในการรักษาโรค ถูกแนะนำและควบคุมปริมาณในการใช้อย่างเหมาะสมสำหรับคนไข้แต่ละรายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยแพทย์จะคำนวณหาปริมาณที่เหมาะสมให้ นอกจากนี้แพทย์ยังมีการติดตามผลกับผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลลัพท์การรักษาที่มีประสิทธิภาพต่อผู้ป่วย ทั้งนี้ผู้ป่วยสามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อความมั่นใจก่อนรับการรักษาด้วยกัญชาได้

 

ถาม : โรค/ภาวะอาการ ที่สามารถใช้ยากัญชารักษาได้

ตอบ : 6 โรค/ภาวะอาการ ที่สารกัญชาได้ประโยชน์ในการรักษา โดยมีข้อมูลวิชาการสนับสนุนชัดเจน

• ภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด
• โรคลมชักที่รักษายาก และโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา
• ภาวะปวดประสาทส่วนกลาง ที่ใช้วิธีรักษาอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล
• ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง ในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
• ภาวะเบื่ออาหารในผู้ป่วย AIDS ที่มีน้ำหนักน้อย
• การเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง หรือผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต

4 กลุ่มโรค/ภาวะ ที่น่าจะได้รับประโยชน์จากสารกัญชา แต่ยังต้องการงานวิจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

• โรคพาร์กินสัน
• โรคอัลไซเมอร์
• โรคปลอกประสาทอักเสบอื่นๆ (ที่ไม่ใช่ปลอกประสาทเสื่อมแข็ง)
• โรคอื่นๆ ที่มีข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการว่าน่าจะได้รับประโยชน์

ถาม : สิ่งที่ผู้ป่วยเริ่มใช้สารสกัดกัญชาต้องรู้

ตอบ :  

  • เข้าใจข้อมูลเรื่องสารกัญชาก่อนการรักษา : สารสกัดกัญชาไม่ใช่ทางเลือกแรก ในการรักษา, ใช้รักษาเสริมจากการรักษาตามมาตรฐาน มิใช่หยุดการรักษาที่มีอยู่, ผู้ป่วยต้องเข้าใจถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น, การใช้สารสกัดกัญชาที่ได้มาตรฐานและทราบอัตราส่วนสารสำคัญ (THC และ CBD) ที่ชัดเจน
  • เมื่อเริ่มใช้สารสกัดกัญชา : ควรเริ่มในปริมาณที่น้อยที่สุด หากยังไม่ได้ผล ปรับเพิ่มในปริมาณช้าๆ, ควรมีผู้ดูแลอยู่ด้วยเมื่อเริ่มใช้ หากเกิดผลข้างเคียง ให้รีบนำผู้ป่วยพบแพทย์ทันที, การให้สารสกัดกัญชาในครั้งแรก ควรให้เวลาก่อนนอนและมีผู้ดูแลใกล้ชิด
  • แจ้งให้แพทย์ทราบว่าใช้ยาประเภทใดอยู่ : สารสกัดกัญชาอาจส่งผลต่อยาบางชนิดที่ผู้ป่วยใช้เป็นประจำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย
ถาม : กัญชาสามารถรักษาโรคมะเร็งได้หรือไม่

ตอบ :   มีข้อมูลจำนวนมากในระดับหลอดทดลอง พบว่า สารประกอบ cannabinoids หลายชนิดมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ ยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ (anti-angiogenesis) และยับยั้งการกระจาย (anti-metastasis)

จากข้อมูลผู้ป่วยที่มารับการรักษาผ่านคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย โดย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ปี พ.ศ.2563 ซึ่งจากการรวบรวมสถิติผ่านโปรแกรม Redcap ของ Chula-Data Management Center (Chula-DMC) ที่ได้ข้อมูลมาจากโรงพยาบาลผ่านที่เข้าร่วมโครงการ พบว่า

มีคนไข้มาใช้บริการทั้งสิ้น 28,464 คน

มีคนไข้จำนวน 18,604 คน ที่ได้รับน้ำมันกัญชาในการรักษา

มีคนไข้ที่อาการดีขึ้นกว่า 70%

ปัจจุบันยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนว่ากัญชาสามารถรักษามะเร็งได้อย่างชัดเจน

ถาม : จะซื้อผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อการแพทย์เองได้หรือไม่

ตอบ :   สารสกัดกัญชาหรือยากัญชา ไม่มีวางจำหน่ายทั่วไป แม้ผู้ป่วยที่จะได้รับการรักษาด้วยยากัญชา ก็ไม่สามารถซื้อสารสกัดกัญชาใช้เอง แต่ต้องผ่านการวางแผนการรักษาจากแพทย์ นอกจากนี้บุคลากรทางการแพทย์ที่จะให้การรักษาด้วยสารสกัดกัญชา จะต้องผ่านการอบรม ก่อนจะจ่ายผลิตภัณฑ์กัญชาที่ได้รับจากสถานที่ผลิตมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง โดยพิจารณารักษาด้วยวิธีอื่นก่อน เพราะยากัญชาไม่ใช่ตัวเลือกแรกในการรักษาโรค

ถาม : สารสกัดจากพืชกัญชามีประโยชน์ในการรักษาโรค อย่างไร

ตอบ : กัญชามีสารประกอบเรียกว่า Cannabinoids จำนวนมาก โดยมีตัวหลัก คือ THC (Tetrahydrocannabidiol) และ CBD (Cannabidiol) ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ คือ ฤทธิ์ของ THC ต่อจิต ประสาท ทำให้ผ่อนคลาย นอนหลับ ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และ กระตุ้นให้อยากอาหาร ส่วน CBD มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ ลดอาการชักเกร็ง และมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกหลายชนิดในหลอดทดลอง

ถาม : คนที่ไม่สามารถใช้ยากัญชารักษาได้
  • มีประวัติแพ้ผลิตภัณฑ์หรือสารสกัดจาก กัญชา หรือ น้ำมันมะพร้าว ซึ่งเป็นสารตัวทำละลายที่ใช้ในการสกัด
  • เป็นโรคหัวใจที่ไม่สามารถควบคุมอาการได้
  • ผู้ที่ตับ/ไต ทำงานบกพร่องขั้นรุนแรง
  • เป็นโรคจิต เป็นโรคอารมณ์แปรปรวน หรือโรควิตกกังกล
  • สตรีมีครรภ์ ให้นมบุตร วัยเจริญพันธุ์ไม่คุมกำเนิด หรือสตรีที่มีแผนตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยเด็กที่ใช้สารสกัดกัญชาจะส่งผลเสียในระยะยาวต่อพัฒนาการทางสมองที่ทำให้เชาวน์ปัญญาลดลง

 

ถาม : อันตรายจากการใช้ยากัญชาที่ไม่ได้วางแผนการรักษากับแพทย์ (หามาใช้เอง)

ตอบ :  การใช้ยากัญชาที่ไม่ได้มีการวางแผนการรักษา จะไม่สามารถกำหนดความเข้มข้นของปริมาณสารกัญชา จึงอาจเกิดอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ง่วงซึม เวียนศีรษะ มองเห็นสีผิดปกติ คลื่นไส้ ความจำลดลง ความดันโลหิตต่ำ ปากแห้ง เกิดความผิดปกติทางจิต เช่น ซึมเศร้า สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ต้องกินยาตลอด ห้ามหยุดยา แล้วหันมาใช้ยากัญชาในการรักษา เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายจนเสียชีวิตได้ ดังนั้นแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญด้านกัญชา ก่อนใช้จึงจะปลอดภัยที่สุด

ถาม : โรงพยาบาลของรัฐที่ให้บริการยากัญชามีที่ไหนบ้าง

ตอบ :  

  • สารสกัดน้ำมันกัญชาชนิด THC สูง จากองค์การเภสัชกรรม กระจายไปให้โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) 12 แห่ง เขตสุขภาพละ 1 แห่ง ได้แก่ รพ.ลำปาง, รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก, รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์, รพ.สระบุรี, รพ.ราชบุรี, รพ.ระยอง, รพ.ขอนแก่น, รพ.อุดรธานี, รพ.บุรีรัมย์, รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี, รพ.สุราษฎร์ธานี และรพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผู้ป่วยสามารถเข้าไปรับบริการได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562
  • กระจายน้ำมันกัญชาสูตรตำรับแพทย์แผนไทย ผ่านสถานพยาบาลที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย 7 แห่ง ครอบคลุมทุกภาค ได้แก่ ภาคเหนือ-รพ.สมเด็จพระยุพราช เด่นชัย จ.แพร่ และรพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี, ภาคกลาง-รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม และรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร และรพ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์, ภาคใต้-รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี
  • คลินิกกัญชาทางการแพทย์ (เอกชน) ได้แก่ บุปผากัญคลินิกการแพทย์แผนไทยประยุกต์ โทร.061-878-2951 หรือ 064-879-5495 เปิดบริการทุกวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เวลา 17.00-19.00น.

มะเร็ง คือ อะไร

มะเร็ง (Cancer) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลส์ใน อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โดยความผิดปกตินั้นเกิดขึ้นในระดับ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโตมีการเพิ่มจำนวนแบ่งเซลส์อย่างรวดเร็ว และมากกว่าปกติ เกิดเป็นก้อนเนื้อลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง หรือกระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายผ่านระบบเลือด หรือระบบทางเดินน้ำเหลือง สำหรับก้อนเนื้องอกที่ผิดปกตินั้น ต่อมาจะเกิดการตายของเซลส์ในก้อนเนื้อนั้นๆ เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง สำหรับโรคมะเร็งมีหลากหลายชนิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งจุดที่เกิดโรค และชนิดของเซลส์มะเร็ง ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะเรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น การรักษามะเร็งแต่ละชนิดจึงมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะของ มะเร็ง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย

สัญลักษณ์โรคมะเร็ง

โดยทั่วไปมะเร็งแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

  1. คาชิโนมา (Carcinoma) คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากผิวหนัง หรือ เนื้อเยื่อบุอวัยวะ
  2. ชาโคมา (Sarcoma) คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากกระดูก กระดูกอ่อน ไขมัน กล้ามเนื้อ และเส้นเลือด
  3. ลิวคีเมีย (Leukemia) คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในไขกระดูก ทำให้มีความผิดปกติของเม็ดเลือด
  4. ลิมโฟมา และ ไมอีโลมา (Lymphoma and myeloma) คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดจากเซลส์ของระบบภูมิคุ้มกัน
  5. มะเร็งระบบสมองส่วนกลางและไขสันหลัง (Central nervous system cancer)

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็ง

โดยทั่วไปแพทย์ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า มะเร็งในแต่ละบุคคลเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว อย่างไรก็ตามข้อมูลในปัจจุบันพบว่ามีปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้โอกาสในการเกิดมะเร็งเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องเป็นมะเร็ง ในขณะเดียวกันผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็สามารถเกิดมะเร็งได้ เช่นเดียวกันมะเร็งไม่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือ การบาดเจ็บ มะเร็งไม่สามารถติดต่อกันเหมือนโรคติดเชื้อโรค

อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคมะเร็ง ได้แก่

  • ตรวจพบการหนาตัวหรือก้อนผิวหนังเต้านม หรือ ส่วนใดๆของร่างกาย
  • ไฝเกิดขึ้นใหม่ หรือ มีการเปลี่ยนแปลงของไฝเดิม เช่น ขยายขนาดใหญ่โตขึ้น คัน แตกเป็นแผล เลือดออก
  • เจ็บปวดที่บริเวณต่างๆ ของร่างกายเรื้อรัง
  • เสียงแหบหรือไอเรื้อรัง
  • มีความเปลี่ยนแปลงในการขับถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะปนเลือด ถ่ายอุจจาระลำเล็กลง อุจจาระลำบาก อุจจาระปนเลือด ปวดหน่วงทวารหนักเวลาขับถ่าย
  • เกิดการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก เช่น น้ำหนักลดมากโดยไม่มีสาเหตุอันควร
  • มีสารคัดหลังออกผิดปกติหรือเลือดออก เช่น ตกขาวผิดปกติ ตกขาวปนเลือด เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติภายหลังการมีเพศสัมพันธ์

อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวข้างต้นอาจไมได้มีสาเหตุมาจากมะเร็งเสมอไป ดังนั้นหากท่านมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยให้แน่ชัด โดยทั่วไปมะเร็งในระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการเจ็บปวดอย่างเด่นชัด หากท่านมีอาการข้างต้นจึงไม่ควรเพิกเฉย ควรพบแพทย์แต่เนิ่นๆ

สัญญาณอันตราย เสี่ยงเป็น “โรคมะเร็ง”

  • ระบบขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลง
  • แผลที่ไม่รู้จักหาย
  • ร่างกายมีก้อนตุ่ม
  • กลุ้มใจเรื่องการกลืนอาหาร
  • ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล
  • ไฝ หูดที่เปลี่ยนไป
  • ไอและเสียงแหบจนเรื้อรัง

มะเร็ง 5 ชนิด ที่พบบ่อยในคนไทย

1. มะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี

โรคมะเร็งตับ เป็นโรคที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1  ซึ่งพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง สูงถึง 3 เท่า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 30- 70 ปี โรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ กว่าจะได้รับการวินิฉัยก็มักจะอยู่ในท้ายโรคและไม่สามารถรับการรักษาได้ทัน ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากที่สุด มะเร็งตับมีสาเหตุหลักคือ การได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ การดื่มแอลกอฮอล์ รับสารพิษอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) การรับยาบางชนิด และพันธุกรรม เป็นต้น

โรคมะเร็งท่อน้ำดี พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยพบว่า ปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้มาจากการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดแบบดิบ ทำให้ได้รับตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ เกิดการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น บุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งท่อน้ำดี ภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง การสูบบุหรี่ เป็นต้น

2. มะเร็งปอด

โรคมะเร็งปอด เป็นโรคที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในผู้ชายไทย พบว่าสาเหตุหลักของมะเร็งปอดมาจากการสูบบุหรี่ หรือรับควันบุหรี่  โดยอาการเริ่มแรกมักมีการไอเสมหะหรือไอมีเลือด เจ็บหน้าอก หายใจดังและถี่ ความอยากอาหารลดลง เป็นต้น

3. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกวัยโดยเฉพาะคนทำงาน อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่มักปรากฏให้เห็นเช่น อุจจาระมีเลือดปน น้ำหนักลด มีอาการลำไส้อักเสบเรื้อรัง  เป็นต้น

4. มะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งเต้านม พบมากในผู้หญิงตั้งแต่วัยสาวเป็นต้นไป โรคมะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม โดยสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมมีหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ อายุ มีประจำเดือนตอนอายุน้อย ๆ หรือหมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ เป็นต้น

5. มะเร็งปากมดลูก

โรคมะเร็งปากมดลูก พบในผู้หญิงและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย มักพบในช่วงอายุ 30-70 ปี โดยพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุหลักๆ คือ เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ทำให้เสี่ยงติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์  เป็นต้น

โรคมะเร็ง ระยะต่างๆ (Stage of Cancer)

การรู้จักและเข้าใจถึงอาการมะเร็ง ระยะต่างๆ ช่วยให้ผลในการรักษาที่ดีในทางการแพทย์ มะเร็ง ระยะต่างๆ จะมีอาการและขนาดแตกต่างกัน เพื่อเป็นตัวบ่งบอกการลุกลาม ความรุนแรง ของโรคมะเร็ง การที่แพทย์ทราบระยะของโรคแพทย์จะสามารถวางแผนการรักษาและพยากรณ์โรคได้ การแพร่กระจายของโรคไปที่อวัยวะอื่น ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นมะเร็ง ระยะที่ 0 มะเร็ง ระยะที่ 1 มะเร็ง ระยะที่ 2 มะเร็ง ระยะที่ 3 และมะเร็ง ระยะที่ 4

“มะเร็งระยะลุกลาม” คืออะไร

มะเร็งระยะลุกลาม (Advanced cancer) หมายถึง มะเร็งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งจะแตกต่างกับมะเร็งระยะแพร่กระจาย (Metastatic cancer) เนื่องจากมะเร็งระยะลุกลามไม่จำเป็นต้องมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งสมองบางชนิดที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จัดเป็นมะเร็งระยะลุกลามแม้ยังไม่มีการแพร่กระจายก็ตาม ในทำนองเดียวกัน มะเร็งระยะแพร่กระจายก็ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งระยะลุกลามเช่น มะเร็งของอัณฑะ แม้ว่าจะมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นแล้ว แต่ก็ยังมีวิธีรักษาได้

“มะเร็งระยะลุกลามไม่ใช่จุดจบของชีวิตเพราะยังมีการรักษาเพื่อบรรเทาความทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย กรุณาปรึกษาแพทย์ของท่านเพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมและอย่าพึ่งท้อแท้” การดูแลแบบประคับประคอง

ส่วนมะเร็งระยะลุกลามเฉพาะที่ (Locally advanced cancer) นั้น หมายถึง มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตออกไปนอกอวัยวะนั้นๆ แล้ว แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นในร่างกาย มะเร็งส่วนใหญ่ในระยะนี้มักสามารถรักษาให้หายได้ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ในมะเร็งบางชนิด แม้ว่าจะอยู่ในระยะลุกลามเฉพาะที่ แต่จัดว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลามเช่นกัน หากไม่สามารถรักษาให้หายได้ เช่น มะเร็งตับอ่อน เป็นต้น

ผู้ป่วยบางรายอาจพบว่าตนเองเป็นมะเร็งระยะลุกลามในครั้งแรกที่ทราบว่าตนเองเป็นมะเร็ง แต่บางรายอาจพบว่าตนเองเป็นมะเร็งระยะลุกลามหลังจากได้รับการรักษามานานแล้ว ซึ่งโดยส่วนใหญ่ มะเร็งระยะลุกลามมักเกิดขึ้นภายหลังจากที่เป็นมะเร็งแล้วระยะหนึ่ง และการรักษาที่ได้รับไม่สามารถหยุดยั้งการเจริญของมะเร็งได้อีกต่อไป อาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลด อาการปวด เช่น ปวดกระดูกจากการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังกระดูก ปวดท้องจากการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังตับและอาการเหนื่อยหอบจากการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังปอด เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีอาการต่างๆ เหล่านี้ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อค้นหาสาเหตุของอาการต่างๆ อันจะนำไปสู่การดูแลรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม การตรวจทางห้องปฏิบัติการบอกถึงการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะต่างๆได้ ยกตัวอย่างเช่น หากตรวจพบความผิดปกติในการทำงานของตับแสดงว่าอาจมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังตับแล้ว นอกจากนี้ยังมีการตรวจพิเศษที่เฉพาะเจาะจงกับมะเร็งแต่ละชนิดด้วยเรียกว่า Tumor marker เช่น PSA (Prostate-specific antigen) สำหรับมะเร็งต่อมลูกหมาก และ CEA (Carcinoembryonic antigen) สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ส่วนการตรวจด้วยภาพถ่ายทางรังสีวินิจฉัยนั้นใช้เพื่อดูอวัยวะต่างๆที่สงสัยว่าอาจมีการแพร่กระจายของมะเร็ง เช่น

ของผู้ป่วยเหล่านี้มักแย่ลงและจำเป็นต้องได้รับการรักษา โดยอาการที่มักพบบ่อยได้แก่ อาการ ภาพเอ็กซเรย์ปอด (Chest x-ray)

ภาพเอ็กซเรย์ปอดผู้ป่วยมะเร็ง
  • ภาพเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computer tomography, CT scan) ซึ่งจะทำให้เห็นภาพตัดขวางของอวัยวะต่างๆ ได้ชัดเจนกว่าภาพเอ็กซเรย์ธรรมดา อีกทั้งยังมีประโยชน์ในแง่ของการตรวจเพิ่มเติมและการรักษาด้วย เช่น ใช้กำหนดตำแหน่งในการเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ โดยการตรวจด้วย CT scan จะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที ซึ่งนานกว่าการถ่ายภาพเอ็กซเรย์ธรรมดา และบางครั้งอาจต้องมีการฉีดหรือรับประทานสารทึบรังสี (Contrast media) ด้วยเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจ อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่พึงประสงค์จากสารทึบรังสีได้ เช่น ร้อนวูบวาบผื่นลมพิษ หายใจไม่สะดวก ความดันต่ำ

  • ภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging, MRI scan) เป็นการตรวจโดยส่งผ่านคลื่นวิทยุเข้าไปในร่างกายแล้วรับสัญญาณที่ออกมาแทนการใช้รังสีเอ็กซ์ ซึ่งทำให้เห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆได้ดี โดยเฉพาะสมองและไขสันหลัง ซึ่งอาจต้องมีการฉีดสารทึบรังสีเช่นเดียวกับการตรวจ CT scanข้างต้น แต่จะใช้ระยะเวลาในการตรวจนานกว่า CT scan

  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) นิยมใช้เป็นการตรวจเบื้องต้น เนื่องจากสามารถทำได้ง่าย และไม่ต้องใช้รังสีเอ็กซ์ จึงไม่มีข้อห้ามในการตรวจ
  • การตรวจเพทสแกน (Positron emission tomography, PET scan) เป็นการตรวจโดยการฉีดสารเภสัชรังสีเข้าไปในร่างกายแล้วใช้กล้องชนิดพิเศษเพื่อตรวจวัดปริมาณรังสี ซึ่งปริมาณรังสีจะสูงในบริเวณที่เซลล์มีการทำงานมากหรือมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น เซลล์มะเร็ง เป็นต้น ดังนั้นจึงใช้ในการตรวจหามะเร็งได้ทั่วร่างกาย ในปัจจุบันได้มีการนำมาใช้ร่วมกับ CT scan ด้วย เพื่อให้เห็นรายละเอียดของอวัยวะต่างๆได้ชัดเจนขึ้น เรียกว่า PET/CT scan

  • ภาพสแกนกระดูก (Bone scan) เป็นการตรวจหาการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังกระดูก โดยฉีดสารเภสัช-รังสี เข้าเส้นเลือดแล้วตรวจวัดปริมาณรังสีเช่นเดียวกับการตรวจ PET scan ข้อดีของ Bone scan คือ สามารถตรวจพบการกระจายของมะเร็งไปยังกระดูกได้เร็วกว่าภาพถ่ายเอกซเรย์ธรรมดา ความผิดปกติที่พบคือ บริเวณที่มีปริมาณรังสีสูงผิดปกติ อาจเป็นตำแหน่งของก้อนมะเร็ง หรืออาจเกิดจากการอักเสบของข้อ หรือโรคของกระดูกเองก็ได้จึงอาจต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยอื่นเพิ่มเติมในกรณีที่สงสัยภาวะดังกล่าว แต่ในกรณีที่มีการทำลายของกระดูกจากมะเร็งจนหมดแล้ว อาจทำให้ไม่พบลักษณะการเพิ่มขึ้นของปริมาณรังสีได้ ทำให้การแปลผลผิดพลาด

เมื่อพบความผิดปกติจากการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และจากภาพถ่ายรังสีแล้วยังจำเป็นต้องมีการตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่ามีเซลล์มะเร็งอยู่ในบริเวณนั้นจริงหรือไม่ โดยแพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อ ขนาดเล็กๆจากบริเวณรอยโรคที่สงสัยว่าผิดปกติออกมาตรวจสอบเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี มะเร็งระยะลุกลามสามารถรักษาได้แม้จะไม่หายขาด แต่การรักษาจะช่วยให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงช่วยบรรเทาอาการอันเกิดจากมะเร็ง รวมทั้งอาจช่วยยืดชีวิตของผู้ป่วยได้ด้วย ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามบางรายสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งแต่ละคนมีการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน อีกทั้งมะเร็งแต่ละชนิดก็มีการเจริญเติบโตในอัตราที่ต่างกันออกไปด้วย

“มะเร็งระยะแพร่กระจาย” คืออะไร

มะเร็งระยะแพร่กระจาย (Metastatic cancer) หมายถึง มะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นในร่างกายรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองในบริเวณที่ไกลจากมะเร็งปฐมภูมิ ซึ่งเซลล์มะเร็งมักไปยังส่วนอื่นทางกระแสเลือด หรือทางเดินน้ำเหลืองที่มีอยู่ทั่วร่างกาย โดยมะเร็งที่สามารถแพร่กระจายได้นั้น จำเป็นต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือ การออกจากก้อนมะเร็งปฐมภูมิและเข้าสู่กระแสเลือดหรือทางเดินน้ำเหลืองเพื่อไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย จากนั้นเซลล์มะเร็งจะแนบติดกับผนังของหลอดเลือดหรือท่อน้ำเหลืองเพื่อผ่านไปยังอวัยวะอื่น ซึ่งเป็นที่ที่มะเร็งจะเจริญเติบโตขึ้นได้ในที่สุดจึงได้มีความพยายามคิดค้นวิธีที่จะยับยั้งกระบวนการเติบโตและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเหล่านี้ขึ้น เช่น การผลิตยาเพื่อป้องกันการกระจายของเซลล์มะเร็งเข้าสู่กระแสเลือด และยาเพื่อป้องกันการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่เข้าไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งเป็นต้น คุณสมบัติที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งสำหรับเซลล์มะเร็งได้แก่การหลบหลีกจากการถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเซลล์มะเร็งได้มีการปรับตัวอย่างมากมายเพื่อการอยู่รอดในร่างกาย จึงมักเป็นเหตุให้การรักษามะเร็งในระยะนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก ความเชื่อที่ว่าหากงดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วจะทำให้เซลล์มะเร็งไม่เจริญเติบโตเป็นความเท็จ เพราะเซลล์มะเร็งมีความสามารถพิเศษที่จะเติบโตได้ในสภาวะแวดล้อมที่จำกัดอยู่แล้วดังนั้นผู้ป่วยควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ตลอดจนทำจิตใจให้แจ่มใส

มะเร็งกระดูก

ขอบคุณภาพจาก https://www.postsod.com

อวัยวะที่มักพบการแพร่กระจายของมะเร็ง ได้แก่ ปอด กระดูก ตับ และสมอง ซึ่งมะเร็งแต่ละชนิดมักมีลักษณะของการแพร่กระจายแตกต่างกันออกไป จากการศึกษาพบว่ามีสารพันธุกรรมหรือสารบางอย่างบนผิวของเซลล์มะเร็งที่เป็นตัวกำหนดว่าเซลล์มะเร็งนั้นจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะใด เช่น มะเร็งปอดมักแพร่กระจายไปที่สมองหรือกระดูกมะเร็งลำไส้ใหญ่มักแพร่กระจายไปที่ตับ มะเร็งต่อมลูกหมากมักแพร่กระจายไปที่กระดูก และมะเร็งเต้านมมักแพร่กระจายไปที่กระดูก ปอด ตับ และสมอง เป็นต้น

ในปัจจุบันจึงได้มีการวิจัยจำนวนมากมุ่งเน้นไปที่การยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมดังกล่าวเพื่อป้องการการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง สำหรับมะเร็งเม็ดเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia, Multiple myeloma) และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) นั้น เนื่องจากเม็ดเลือดสามารถเดินทางไปได้ทั่วร่างกาย จึงสามารถพบเซลล์มะเร็งได้ทุกที่ แต่มะเร็งกลุ่มนี้ก็ไม่จัดเป็นมะเร็งระยะแพร่กระจายแต่อย่างใด

การเรียกชื่อของมะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆนั้น จะเรียกตามชื่อของมะเร็งปฐมภูมิ หรือมะเร็งที่เป็นจุดเริ่มต้น เช่น มะเร็งต่อมลูกหมากที่มีการแพร่กระจายไปยังกระดูก ก็ยังคงเรียกว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากไม่ใช่มะเร็งกระดูก เนื่องจากลักษณะของเซลล์เป็นเซลล์จากต่อมลูกหมาก ในทำนองเดียวกัน มะเร็งเต้านมที่มีการแพร่กระจายไปยังปอด ก็เรียกว่ามะเร็งเต้านม ไม่ใช่มะเร็งปอด เป็นต้น ซึ่งการแยกระหว่างมะเร็งปฐมภูมิกับมะเร็งที่แพร่กระจายมานั้น ทำได้โดยการตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อให้ทราบว่าต้นกำเนิดของมะเร็งมาจากอวัยวะใด มะเร็งระยะแพร่กระจายอาจตรวจพบพร้อมกัน หรือหลังจากมะเร็งปฐมภูมินานเท่าไรก็ได้ และในบางครั้งก็อาจตรวจพบมะเร็งที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ โดยไม่ทราบว่าอวัยวะใดเป็นต้นกำเนิดที่เรียกว่า Cancer of Unknown Origin

ผู้ป่วยบางรายที่เป็นมะเร็งระยะแพร่กระจายอาจไม่แสดงอาการใดๆ แต่พบโดยบังเอิญจากการตรวจภาพถ่ายรังสีหรือการตรวจเลือด ในกรณีที่มีอาการจากมะเร็งระยะแพร่กระจาย อาการมักขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งที่มีการแพร่กระจาย เช่น มะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังกระดูกมักทำให้มีอาการปวดและกระดูกหัก มะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังสมองอาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ ชัก หรือมึนงง มะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังปอดอาจทำให้มีอาการหายใจลำบาก มะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปยังตับ อาจทำให้มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องบวมได้ เป็นต้น

การรักษามะเร็งระยะแพร่กระจายสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด การฉายแสง การรักษาทางชีวภาพ การรักษาด้วยฮอร์โมน การผ่าตัด และการผ่าตัดโดยใช้ความเย็น (Cryosurgery) หรือใช้หลายวิธีร่วมกันขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ขนาด และตำแหน่งที่มีการแพร่กระจาย นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงอายุ สภาพร่างกาย การรักษาที่เคยได้รับ และความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของมะเร็ง และเพื่อบรรเทาอาการอันเนื่องมาจากมะเร็ง โดยให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยที่สุด เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

ตารางแสดงตัวอย่างของการแพร่กระจายของมะเร็งแต่ละชนิด

ตารางแสดงตัวอย่างของการแพร่กระจายของมะเร็งแต่ละชนิด

การป้องกันมะเร็งระยะแพร่กระจายและมะเร็งระยะสุดท้าย

วิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันมะเร็งระยะแพร่กระจายและมะเร็งระยะลุกลาม คือการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและให้การรักษาอย่างทันท่วงทีก่อนที่จะมีการแพร่กระจายของโรค ดังนั้น การตรวจคัดกรองสำหรับโรคมะเร็งจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่น การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจเอกซเรย์เต้านม การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจแปบสเมียร์ การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการตรวจอุจจาระ และ/หรือการส่องกล้อง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งบางชนิดนั้นยังมีขีดจำกัด ทำให้บางครั้งกว่าที่จะตรวจพบมะเร็งได้ก็พบว่ามีการแพร่กระจายไปแล้ว

“มะเร็งกำเริบ” คืออะไร

มะเร็งกำเริบ (Recurrent cancer) หมายถึง การกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งหลังจากรักษาจนมีการหายขาดของโรค (Remission) แล้ว โดยการกำเริบในบริเวณมะเร็งปฐมภูมิและบริเวณใกล้เคียง เรียกว่า การกำเริบเฉพาะที่ (Local recurrence) การกำเริบในต่อมน้ำเหลืองใกล้ๆ เรียกว่า การกำเริบในบริเวณข้างเคียง (Regional recurrence) ส่วนการกำเริบในอวัยวะอื่นๆในร่างกาย เรียกว่า การกำเริบแบบมีการแพร่กระจาย (Metastatic recurrence) ซึ่งการรักษามะเร็งกำเริบนี้ แม้ว่าสามารถทำได้ยากกว่าการรักษาครั้งแรก แต่ยังไม่จัดเป็นมะเร็งระยะลุกลามหากยังสามารถรักษาให้หายได้ ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งขนาดเล็กที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ต่อมามีการกำเริบเกิดขึ้นที่ตำแหน่งเดิม อาจสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัดเป็นบริเวณกว้างเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ในกรณีที่มีการกำเริบแบบมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น (Metastatic recurrence) แล้ว มักจัดว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม

การรักษามะเร็งระยะลุกลาม

ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลามนั้น แม้ว่าจะไม่มีวิธีทำให้หายขาดจากโรคได้ แต่การรักษาเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่ง ทั้งนี้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากตัวโรค และเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รวมทั้งยังช่วยยืดชีวิตของผู้ป่วยด้วย โดยผู้ป่วยและญาติสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาได้ตามความต้องการของตนเอง เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุข ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลามบางราย เมื่อทราบว่าตนเองมีความหวังเพียงน้อยนิดที่จะหายจากโรค เทียบกับความทรมานจากการรักษาแล้ว ก็เลือกที่จะไม่เข้ารับการรักษา แต่ในบางรายก็ต้องการการรักษาอย่างเต็มที่ จนในที่สุด เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง ผู้ป่วยบางรายต้องการอยู่ที่บ้านกับครอบครัวแต่บางรายต้องการอยู่ที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจเลือกเองได้ ตามความเหมาะสมและสถานการณ์ของตนเอง

ในการรักษาโรคมะเร็งระยะลุกลามนั้น มีหลากหลายแนวทาง หลากหลายวิธีการ โดยพิจารณาจากก้อนมะเร็งปฐมภูมิและการแพร่กระจายของโรคเป็นหลัก ในที่นี้ขอกล่าวถึงแต่ละวิธีโดยสังเขปดังนี้

  1. การผ่าตัดเป็นการรักษาหลักสำหรับโรคมะเร็ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการควบคุมโรคเฉพาะที่และเพื่อการหายขาดจากโรค แต่ในบางกรณีที่ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มาก ไม่สามารถผ่าตัดออกได้หมด ก็จำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาอื่นร่วมด้วย เช่น การให้ยาเคมีบำบัดและการฉายแสง อย่างไรก็ดี ในการเลือกวิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดนั้น จะพิจารณาสภาวะของผู้ป่วยเป็นสำคัญ หากผู้ป่วยแข็งแรงดี การผ่าตัดน่าจะมีประโยชน์ แต่หากผู้ป่วยอยู่ในสภาพนอนติดเตียง ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อยู่แล้ว การผ่าตัดน่าจะไม่เหมาะสม และยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วย สำหรับโรคมะเร็งระยะลุกลามนั้น การผ่าตัดจะพิจารณาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
มะเร็งกับการผ่าตัด

ขอบคุณภาพจาก https://www.medicalnewstoday.com

  • เพื่อบรรเทาอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิต รวมทั้งอาจช่วยยืดอายุของผู้ป่วยได้ด้วย เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้มีภาวะลำไส้อุดตันและอาการปวดเนื่องจากก้อนมะเร็ง การผ่าตัดเปิดถุงหน้าท้องในส่วนที่เหนือต่อบริเวณที่อุดตัน เพื่อระบายอุจจาระออก จะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ หรือในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารได้ การผ่าตัดใส่ท่อสายยางอาหารในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กจะเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย
  • เพื่อหยุดเลือด ในกรณีที่มีเลือดออกจากทางเดินอาหาร ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการส่องกล้องเพื่อหาจุดเลือดออกและให้การรักษาโดยการจี้จุดที่มีเลือดออก หรือหากไม่พบจุดเลือดออกที่ชัดเจนก็อาจทำการผ่าตัดเข้าไปเย็บเส้นเลือดหรือผ่าตัดเอาส่วนที่สงสัยว่ามีเลือดออกออกไป
  • เพื่อบรรเทาอาการปวด โดยเฉพาะกรณีที่มีการกดทับเส้นประสาท โดยอาจผ่าตัดเพื่อตัดเส้นประสาทนั้นหรือผ่าตัดเพื่อเอาก้อนมะเร็งออกก็ได้
  • เพื่อป้องกันภาวะกระดูกหัก เช่นในกรณีที่กระดูกดูอ่อนแอ อาจทำผ่าตัดเพื่อใส่โลหะเข้าไปดามไว้เพื่อป้องกันการหักโดยเฉพาะกระดูกบริเวณต้นขา หรือในกรณีที่มีการหักของกระดูกเกิดขึ้นแล้ว การผ่าตัดจะช่วยบรรเทาอาการปวดและทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้งานได้เร็วขึ้นด้วย

  1. การฉายแสงโดยใช้รังสีเอ็กซ์พลังงานสูงเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง ในมะเร็งที่มีการลุกลามไม่มาก การฉายแสงอาจทำให้หายขาดจากโรคได้ สำหรับโรคมะเร็งระยะลุกลามนั้น เป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาแบบประคับประคองเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดมากกว่า โดยฉายแสงเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็งลง วิธีการฉายแสงมี 2 วิธีหลักได้แก่

2.1 การฉายแสงระยะไกล (External beam radiation) วิธีการฉายจะคล้ายกับการถ่ายภาพเอกซเรย์ธรรมดา คือผู้ป่วยอยู่ห่างจากเครื่องฉายรังสีซึ่งจะยิงลำรังสีไปยังก้อนมะเร็งโดยตรง โดยจะทำการฉายวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ รวมระยะเวลา 6-7 สัปดาห์ หรือในบางกรณีอาจฉายรังสีในปริมาณสูงเพียงแค่ 1-2 วันเพื่อควบคุมอาการก็ได้ ผลข้างเคียงจากการฉายรังสีที่พบบ่อยได้แก่ อาการอ่อนเพลีย และผิวหนังแดงไหม้ในบริเวณที่ฉายรังสีปัญหาที่พบบ่อยในการฉายรังสีบริเวณศีรษะและลำคอ ได้แก่ปากแห้ง เจ็บปากและคอ กลืนลำบาก ไม่รู้รสชาติอาหาร เนื่องจากต่อมน้ำลายถูกทำลายไป นอกจากนี้การฉายรังสีบริเวณช่องท้องอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน และท้องเสียจาก การทำลายเซลล์ในเยื่อบุทางเดินอาหาร การฉายรังสีบริเวณทรวงอกอาจทำให้เกิดแผลเป็นในปอดได้ ทำให้มีอาการหายใจลำบาก และการฉายรังสีบริเวณสมองอาจทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับความคิด และความจำได้เป็นเวลานานหลายเดือนหรือหลายปี

2.2 การฉายแสงระยะใกล้ (Brachytherapy) เป็นการใส่แร่เข้าไปในบริเวณที่เป็นก้อนมะเร็ง หรือบริเวณใกล้เคียงเพื่อเพิ่มปริมาณรังสีที่ไปยังก้อนมะเร็งโดยตรง ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดปริมาณรังสีที่ไปยังเนื้อเยื่อปกติด้วย

ในทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ได้มีการนำสารเภสัชรังสีมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งด้วย เช่น Strontium-89และ samarium-153 โดยฉีดเข้าเส้นเลือดให้สารกระจายไปทั่วร่างกายไปยังบริเวณที่มีเซลล์มะเร็งอยู่ เพื่อปล่อยรังสีฆ่าเซลล์มะเร็ง นิยมใช้ในกรณีที่มีการแพร่กระจายของมะเร็งมายังกระดูกหลายๆ แห่ง ซึ่งการรักษาด้วยการฉายแสงระยะไกล นั้นอาจทำได้ไม่ครอบคลุม และการฉายในบริเวณที่กว้างอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นอย่างไรก็ดี ในบางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

3. การรักษาโดยการใช้ยา(Drug therapy)

3.1 ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) อาจให้โดยการฉีด หรือการรับประทานก็ได้ โดยเมื่อยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้วก็จะสามารถไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้จึงเหมาะกับโรคมะเร็งที่มีการแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถบรรเทาอาการอันเกิดจากตัวโรคได้โดยทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง และอาจช่วยยืดอายุของผู้ป่วยได้ สำหรับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ยาเคมีบำบัด มีดังนี้

  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • เบื่ออาหาร
  • ผมร่วง (เมื่อหยุดการรักษา สามารถกลับมาเป็นปกติได้)
  • เจ็บปาก
  • เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อ
  • เลือดออกง่าย
  • อ่อนเพลีย
  • อ่อนแรง

ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้ สามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยยา โดยในการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดนั้นควรประเมินผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นว่าคุ้มค่ากับผลการรักษาที่ได้รับด้วยหรือไม่

ขอบคุณภาพจาก  https://www.newscientist.com

3.2 ฮอร์โมน (Hormonal therapy) โดยใช้ยาที่ออกฤทธิ์หยุดยั้งการทำงานของฮอร์โมนหรือลดการสร้างฮอร์โมน เช่น ในโรคมะเร็งเต้านม การใช้ยา Tamoxifen เพื่อยับยั้งผลของ Estrogen จะทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโตทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง หรือในโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนั้นก็มีการใช้ฮอร์โมนเพศชาย Testosterone เพื่อหยุดการเจริญของเซลล์มะเร็ง ผลข้างเคียงของยาแต่ละตัวจะแตกต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่จะทำให้มีอาการร้อนวูบวาบ เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย และลดความต้องการทางเพศลง

3.3 Bisphosphonates เช่น Pamidronate (ชื่อการค้า Aredia), Zolendronic acid (ชื่อการค้า Zometa) ใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แก่กระดูก เช่นในกรณีที่มีการแพร่กระจายของมะเร็งมายังกระดูกหรือในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Multiple myeloma จะลดอาการปวดและลดการทำลายเนื้อกระดูกลง ซึ่งจะเหมาะกับลักษณะการแพร่กระจายชนิดที่ทำให้กระดูกบางลงมากกว่าชนิดที่ทำให้มีการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น สำหรับผลข้างเคียงของยาในกลุ่มนี้คือ การทำลายกระดูกที่บริเวณเหงือกและฟัน ทำให้มีอาการเจ็บปวดมาก

3.4 Targeted Therapy จัดเป็นการรักษาวิธีใหม่ โดยใช้ยาหรือสารที่มีความจำเพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็งเท่านั้น เพื่อลดผลที่จะเกิดกับเซลล์ปกติ ซึ่งการใช้ Targeted therapy นี้ จะไม่มีผลข้างเคียงของไขกระดูกหรือเซลล์เม็ดเลือดดังเช่นในการใช้ยาเคมีบำบัด แต่ก็มีผลข้างเคียงที่อาจเป็น อันตรายได้เช่นกัน เช่น Sunitinub (ชื่อการค้า Sutent) ใช้ในโรคมะเร็งไต เป็นต้น

4. การรักษาโดยการใช้กัญชา

การรักษามะเร็งโดยใช้กัญชา ถือเป็นการแพทย์ทางเลือกอีกอย่างหนึ่ง สำหรับผู้ที่ใช้การรักษาแบบแผนปัจจุบันแล้วไม่ได้ผล ซึ่งการรักษาด้วยกัญชานั้น คนไข้ส่วนมากได้รับผลลัพท์ที่น่าพอใจ จากสถิติคนไข้ที่มารับการรักษาผ่านคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทย โดย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ปี 2563 ผ่านโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการพบว่า มีคนไข้มาใช้บริการรักษาโดยกัญชา ทั้งสิ้น 28,464 คน มีคนไข้จำนวน 18,604 คน ที่ได้รับน้ำมันกัญชาในการรักษา มีคนไข้ที่อาการดีขึ้นกว่า 70%*

(หมายเหตุ: *รวบรวมข้อมูลสถิติจากโปรแกรม Redcap ของ Chula-Data Management Center (Chula-DMC) ที่รวบรวมจากโรงพยาบาล ที่เข้าร่วมโครงการ)

 

 

น้ำมันกัญชารักษามะเร็ง

คนไข้กว่า 70% มีอาการดีขึ้นหลังได้รับน้ำมันกัญชา

(ข้อมูลปี 2563 รวบรวมข้อมูลสถิติจากโปรแกรม Redcap ของ Chula-Data Management Center (Chula-DMC) ที่รวบรวมจากโรงพยาบาล ที่เข้าร่วมโครงการ)

โทรสอบถาม/นัดคิว

วิธีลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง

1. เลิกบุหรี่  ในแต่ละปี มะเร็งปอดคร่าชีวิตผู้คนไปมากที่สุดในบรรดามะเร็งชนิดต่าง ๆ ทั้งหมด ดังนั้นหากคุณติดบุหรี่ การเลิกสูบเสียแต่วันนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งสำคัญ ที่สุดที่จะลดความเสี่ยงจากมะเร็งปอดและโรคอื่น ๆ ที่มีสาเหตุมาจากบุหรี่ เลิกบุหรี่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คุณสามารถขอคำปรึกษาถึงวิธีการเลิก แบบต่างๆ จากแพทย์ได้ ทั้งการรักษาด้วยยาหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งวิธีการเหล่านี้ จะช่วยทำให้คุณเลิกบุหรี่ได้อย่างถาวร

2. ทานอาหารที่มีประโยชน์  หลายคนคงยังจำได้ดีเวลา ถูกพ่อแม่บังคับให้กินผักและก็คง ไม่ได้คิดว่า พวกท่านจะทราบอะไรดี ๆ ที่พวกเราไม่รู้ แต่การถูกบังคับให้กินผักนี้ กลับเป็นประโยชน์ล้นเหลือ ต่อตัวเราเอง เพราะผักจำพวก บร็อคโคลี่  กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และกะหล่ำดาวที่น้อยคนจะโปรดปรานนั้น กลับอุดม ไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นในการต่อสู้กับมะเร็ง รวมทั้งเป็นส่วน ประกอบสำคัญในตำรับอาหารต้านมะเร็ง นอกจากนี้ ผลเบอร์รี่ ถั่วแดง และชาเขียวก็ได้ชื่อว่าอุดมไปด้วยสาร ต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับ ไวน์แดง ช็อกโกแลต และถั่วพีแกน ซึ่งสาร ต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วย ร่างกายต่อต้านปฏิกิริยาเคมีที่ส่งผลร้ายต่อเซลล์ปกติ ซึ่งในท้ายที่สุดอาจ กลายเป็นเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ควรเลือกรับประทานแต่พอประมาณ

3. ออกกำลังกายให้มากขึ้น  การออกกำลังกายนานครั้งละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งปอด มะเร็ง เต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้ การออกกำลังกาย ในที่นี้ไม่จำเป็น ต้องเป็นการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงแบบนักกีฬาการเล่นโยคะ เดินหรือเต้นแอโรบิก ก็ถือเป็นการ ออกกำลังกายที่ช่วยต่อสู้กับ มะเร็งได้ดีที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยไม่ให้คุณเป็น โรคอ้วน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลายชนิด

4. ตรวจและหาให้เจอแต่เนิ่นๆ  มีหลักฐานยืนยันมากมายจนไม่อาจปฏิเสธว่า ยิ่งตรวจพบมะเร็งเร็วขึ้นเท่าไร โอกาสที่จะ รักษาจนหายก็มีมากขึ้นเท่านั้น และ การตรวจเจอแต่เนิ่นๆ ก็ยังช่วยให้ การรักษาฟื้นฟู ทำได้เร็วขึ้นโดย มีผลข้างเคียงน้อยลง ดังนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชนะมะเร็งควร ตรวจร่างกายอย่าง สม่ำเสมอและขอคำแนะนำ จากแพทย์เรื่องการตรวจ คัดกรองมะเร็ง ที่เหมาะกับวัยของคุณ (เช่น ผู้หญิงในวัย 40 ปีขึ้นไปควร ทำแมมโมแกรมเพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม) แม้มะเร็งอาจไม่แสดงอาการใน ระยะเริ่มแรก แต่การตรวจคัดกรองที่ เหมาะสมช่วยให้สามารถพบมะเร็งได้เกือบทุกชนิด 

5. ดื่มแต่พอดี  การดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปเป็นผลร้ายต่อตับมากเป็นพิเศษ การดื่มแอลกอฮอล์ (โดย เฉพาะหากคู่มากับการสูบบุหรี่)เป็นสาเหตุ หลักในการเกิดมะเร็งช่องปากและลำคอ อีก ทั้งมีส่วนเกี่ยวพันกับมะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วย แม้แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค หัวใจดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่หากคุณสามารถจำกัดการดื่มลงให้เหลือ แค่ 2 แก้วต่อวันจะเป็นการดีที่สุด 

6. มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย  เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยไม่เพียงช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญ ในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเสียชีวิตของผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลก เชื่อกันว่ ประมาณร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุมาจาก Human Papillomavirus (HPV) ที่สำคัญ เชื้อ HPV นี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็น มะเร็งที่ทวารหนักและอวัยวะเพศอีกด้วย แต่ปัจจุบันมีการพัฒนา วัคซีนชนิดใหม่ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อ HPV และได้รับการ รับรองให้ใช้ได้

7. หลีกเลี่ยงแสงแดด  รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต (ยูวี) ในแสงแดดเป็นสาเหตุหลักของ มะเร็งผิวหนัง ซึ่งส่วนมากแล้วสามารถป้องกันได้ง่ายๆ 2 วิธี คือ ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งและพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญแสง แดดโดยตรงในช่วง เวลา 10.00 – 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่รังสียูวีมีความเข้ม สูงสุด 

8. นอนหลับให้สนิท  ผลการศึกษาพบว่าสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมน ที่สมองผลิตใน ระหว่าง การนอนหลับมีคุณสมบัติในการต่อสู้กับมะเร็ง แต่เมลาโทนินจะช่วยป้องกัน มะเร็งได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อการนอนนั้นเป็นการนอนหลับอย่าง สนิทต่อเนื่องในห้องมืดเท่านั้น 

9. สืบสาวเรื่องราวครอบครัว  มะเร็งหลายชนิดมักเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ โรคมะเร็ง สามารถสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ ดังนั้น การได้ทราบว่าคนในครอบครัวของคุณ มีประวัติเจ็บป่วยด้วยมะเร็ง ชนิดใดถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการป้องกันมะเร็ง โดยการพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และควรแจ้งประวัติการเจ็บป่วย ของคนในครอบครัวให้แพทย์ทราบ เพื่อ แพทย์จะสามารถให้คำแนะนำ และดูแลคุณได้อย่างเหมาะสม 

10. หลีกเลี่ยงการเผชิญกับสารเคมีอันตราย  สารจำพวก ยาฆ่าแมลง น้ำยาทำความสะอาด น้ำมันเบนซินนั้นเต็มไปด้วย สารเคมีอันตรายที่เกี่ยวโยงกับการเกิดมะเร็ง แม้การควบคุมสิ่งแวดล้อม รอบตัวจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การจำกัดหรือหลีกเลี่ยงการใช้สาร เคมีเหล่านี้ ในบ้านหรือที่ทำงาน ย่อมเป็นการลดโอกาสในการ สัมผัสกับสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารกันไฟ หรือ PBDE ซึ่งมักจะใช้ กับผ้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้า อิเล็คโทรนิคต่างๆ ด้วยเช่นกัน

บุปผากัญ อยากเห็นทุกคน สุขภาพดี ชีวีห่างโรค

ขอบคุณแหล่งสนับสนุนข้อมูล: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, คลังความรู้สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, งานสื่อสารองค์กร คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, คลินิกกัญชาทางการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก