หลายคนมีข้อสงสัยว่า มะเร็งปอด คืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไร จะมีวิธีรักษา และป้องกันยังไง วันนี้เรามาค้นหาคำตอบกัน
มะเร็งปอด (Lung cancer) คือ โรคที่เซลล์ของเนื้อปอดมีการแบ่งตัวมากผิดปกติอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มก้อนของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อมีขนาดใหญ่และมีจำนวนมากแล้ว และยังแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกายอีกด้วย ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ส่วนใหญ่จะมีอาการในระยะที่โรคลุกลามไปมากแล้ว (การตรวจพบในระยะแรกนั้นทำได้ยากเพราะผู้ป่วยมักไม่มีอาการแสดง) อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะตรวจพบครั้งแรกในระยะใดก็มีหนทางในการดูแลรักษาและส่งผลให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่ถ้าตรวจพบได้ตั้งแต่ในระยะแรกก็จะดีมากกว่า เพราะจะสามารถรักษาโรคนี้ให้หายได้ง่ายกว่า โดยการรักษาทั่วไปแพทย์จะใช้การผ่าตัด หรือสามารถใช้การแพทย์ทางเลือกในการรักษา
Cover Image by jcomp on Freepik
โรคมะเร็ง ถือเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประชากรทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย จากสถิติขององค์การอนามัยโลกใน (WHO) ปี พ.ศ. 2561 คาดการณ์ว่ามีจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งประมาณ 18 ล้านคน และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 9.6 ล้านคน หรือกล่าวได้ว่า 1 ใน 6 รายของการเสียชีวิตเกิดจากโรคมะเร็ง
Image from : https://www.netmeds.com
สถานการณ์ของโรคมะเร็งในภาพรวมของประเทศไทย จากสถิติพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 16 ของ สาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด สูงกว่าอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และโรคหัวใจเฉลี่ย 2 ถึง 3 เท่า หรือมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเฉลี่ย 8 รายต่อชั่วโมง ในปี พ.ศ. 2561 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ โดยประมาณอยู่ที่ 170,495 ราย และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 114,199 ราย สำหรับ 5 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และ มะเร็งถุงน้ำดี โดยโรคมะเร็งที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตามลำดับ
ชนิดของมะเร็งปอด
มะเร็งปอดมีอยู่หลายชนิด แต่ชนิดที่พบได้บ่อย ๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก (Non-small cell lung cancer – NSCLC) และ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (Small cell lung cancer – SCLC)
1. มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก (Non-small cell lung cancer – NSCLC) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยกว่าชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (พบได้ประมาณ 75-80% ของมะเร็งปอดทั้งหมด) แต่แพร่กระจายได้ช้ากว่า มักลุกลามอยู่ในปอดและเนื้อเยื่อข้างเคียงก่อน ต่อจากนั้นจึงลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอดและในช่องอก แล้วจึงแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด มะเร็งปอดชนิดนี้แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดย่อย คือ
-
- มะเร็งปอดชนิดสะความัสเซลล์ (Squamous cell carcinoma) เซลล์ชนิดนี้จะพบได้ที่เยื่อบุผิวของหลอดลม โดยพบได้มากในผู้ชายและผู้สูงอายุ (ทั้งชายและหญิง) มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการสูบบุหรี่ มักมีจุดเริ่มต้นที่ท่อทางเดินหายใจขนาดใหญ่ จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอเรื้อรัง อาจมีอาการไอเป็นเลือด หรือมีอาการปอดบวมร่วมได้ เพราะก้อนมะเร็งไปอุดท่อของหลอดลมจนทำให้ไม่สามารถไอเอาเสมหะออกมาได้ มะเร็งชนิดที่พบได้ประมาณ 40-45% ของมะเร็งปอดทั้งหมด
- มะเร็งปอดชนิดเซลล์ขนาดใหญ่ (Large cell carcinoma) เซลล์ชนิดนี้จะพบได้ที่ผิวนอกของเนื้อปอด มักจะเป็นที่บริเวณขอบริม ๆ แพร่กระจายได้เร็วมากจนการตรวจวินิจฉัยทำได้ไม่ทันกับการเจริญของโรค เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้ประมาณ 5-10% ของมะเร็งปอดทั้งหมด
- มะเร็งปอดชนิดอะดีโน (Adenocarcinoma) เซลล์มะเร็งชนิดนี้จะพบได้ที่ต่อมสร้างน้ำเมือกของปอด เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้บ่อยประมาณ 25-30% ของมะเร็งปอดทั้งหมด พบได้บ่อยในผู้หญิงและในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
Image from : https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK65865/
2. มะเร็งปอดชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (Small cell lung cancer – SCLC) เป็นชนิดที่พบได้น้อยกว่าชนิดแรก (พบได้ประมาณ 15-20% ของมะเร็งปอดทั้งหมด) แต่มีความรุนแรงมากกว่าและแพร่กระจายได้เร็วกว่า เมื่อตรวจพบโรคมักลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองและแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว จึงทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การรักษาแพทย์มักจะไม่ใช้วิธีการผ่าตัด แต่จะรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัดและ/หรือรังสีรักษาเป็นหลัก
Image from : https://www.pharmaceutical-technology.com/comment/sclc-market/
3. มะเร็งปอดชนิดอื่น ๆ (พบได้ไม่บ่อย โดยพบรวมกันไม่เกิน 5% ของมะเร็งปอดทั้งหมด) ได้แก่ Carcinoid Tumor (พบได้น้อยประมาณ 1-5% ของมะเร็งปอดทั้งหมด), Malignant mesothelioma (แร่ใยหินเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งชนิดนี้ โดยมากมักพบในผู้สูงวัย ซึ่งมักเกิดที่เยื่อหุ้มปอดด้านใน จึงทำให้ยากต่อการตรวจวินิจฉัย) ฯลฯ
สาเหตุของมะเร็งปอด
ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งปอด แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอด ได้แก่
1. การสูบบุหรี่ (รวมถึงการสูบไปป์และซิการ์)
เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญและพบได้บ่อยมากที่สุด ประมาณ 80-90% เกิดจากการสูบบุหรี่ เนื่องจากสารในบุหรี่สามารถทำลายเซลล์ปอดและทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ได้ ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 10-30 เท่า โดยเฉพาะในคนที่สูบบุหรี่จัดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันละ 1 ซองขึ้นไปเป็นเวลา 20 ปี โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนมวนและจำนวนปีที่สูบบุหรี่ ยิ่งสูบบุหรี่นานหรือสูบมากเท่าไร ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ผู้ที่เคยสูบบุหรี่ หากเลิกสูบบุหรี่แล้วความเสี่ยงจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่จะไม่หมดไปเท่ากับคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ สารในบุหรี่ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อปอดมีประมาณ 60 ชนิดที่เป็นสารพิษและก่อมะเร็ง แม้จะหยุดสูบไปแล้วแต่ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่
2. การสูบบารากู่ (Hookah)
ถึงแม้จะมีเส้นบุหรี่น้อยกว่าแต่ก็ยังมีอันตราย สมาคมโรคมะเร็งของสหรัฐฯ แนะนำว่าไม่ควรสูบบุหรี่เลยแม้แต่น้อย
3. การได้รับควันบุหรี่ (สูบบุหรี่มือสอง)
เป็นสาเหตุที่พบได้รองลงมา (ประมาณ 5% เกิดจากการได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่น) โดยเกิดจากการหายใจเอาควันบุหรี่เข้าไป เพราะอยู่ใกล้เคียงกับผู้สูบบุหรี่ (เช่น ภรรยาที่มีสามีสูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเปรียบเทียบกับภรรยาที่สามีไม่สูบบุหรี่) หรือจากการอาศัยหรือทำงานอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่มาก เช่น ในผับและบาร์ ประมาณ 30% ของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่เสียชีวิตจากมะเร็งปอด มักเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่สูบบุหรี่
4. การสัมผัสแร่ใยหิน หรือ แอสเบสตอส (Asbestos) จากการทำงานอย่างเรื้อรัง
การสัมผัสแร่ใยหิน หรือ แอสเบสตอส (Asbestos) จากการทำงานอย่างเรื้อรัง เช่น การทำงานเหมืองแร่ การก่อสร้างอาคาร การทำงานเกี่ยวกับผ้าเบรก คลัตช์ ฉนวนกันความร้อน อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น ซึ่งใช้เวลาสัมผัสนาน 15-35 ปี กว่าจะเป็นมะเร็งปอด และถ้าสูบบุหรี่ด้วยแล้วก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น (ผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติ 7 เท่า และถ้าสูบบุหรี่ด้วยแล้วก็จะมีโอกาสเป็นมากกว่าถึง 50-90 เท่า และยังอาจทำให้เกิดมะเร็งของเยื่อหุ้มปอดด้วย)
5. การสัมผัสก๊าซเรดอน (Radon)
การสัมผัสก๊าซเรดอน (Radon) ซึ่งเป็นก๊าซกัมมันตรังสีที่เกิดจากการสลายตัวของแร่ยูเรเนียม (Uranium) ในหินและดิน ซึ่งกระจายอยู่ในอากาศและน้ำ ใต้ดิน อาจพบตามเหมืองใต้ดิน อาคารที่ใช้วัสดุก่อสร้างที่ปนเปื้อนก๊าซนี้ และถ้าสูบบุหรี่ด้วยแล้วก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น การสัมผัสสารพิษหรือสารก่อมะเร็งอื่น ๆ เช่น มลพิษทางอากาศ (เช่น ควันพิษจากรถยนต์ เพราะพบว่าผู้ที่อยู่ในเมืองจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดได้มากกว่าผู้ที่อยู่ในชนบทประมาณ 2-2.3 เท่า)
6. เขม่าควันจากโรงงาน
เขม่าควันจากโรงงาน โรงงานถลุงเหล็กนิกเกิล โครเมียม แคดเมียม เบริลเลียม ยูเรเนียม โรงงานน้ำมัน น้ำมันดินหรือทาร์ การดื่มน้ำที่มีสารหนูเจือปน ฯลฯ
7. การกินผักและผลไม้น้อย
เพราะมีรายงานพบว่า ผู้ที่กินอาหารที่มีผักและผลไม้น้อยจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดได้มากขึ้น และเชื่อว่าอาหารจำพวกผักและไม้อาจช่วยป้องกันมะเร็งปอดได้ เคยได้รับรังสีรักษาที่ทรวงอกหรือเต้านม โดยเฉพาะถ้าสูบบุหรี่ด้วยแล้วก็จะยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้น
8. การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด
การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้อง (ญาติสายตรง) เป็นโรคมะเร็งปอดจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (แม้จะไม่ได้สูบบุหรี่ก็ตาม) ผู้ป่วยบางรายจะมีลักษณะทางพันธุกรรมหรือยีนในร่างกายที่เกิดการกลายพันธุ์ไป ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ในครอบครัว
9. อายุที่มากขึ้น
ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังจากอายุ 40 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในคนที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปีได้เช่นกัน
10. การติดเชื้อเอชไอวี
การรับประทานอาหารเสริมเบต้าแคโรทีนและเป็นผู้ที่สูบบุหรี่จัด บางครั้งอาจพบมะเร็งปอดในผู้ป่วยที่มีแผลเป็นในปอดจากโรคปอด เช่น วัณโรคปอด ถุงลมปอดโป่งพอง ภาวะเยื่อพังผืดในปอด เป็นต้น ซึ่งมักพบในมะเร็งปอดชนิดอะดีโน (Adenocarcinoma) ในผู้หญิงและผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ (มะเร็งปอดที่พบได้บ่อยจะเป็นชนิดสความัสเซลล์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่)
จากสถิติผู้ป่วยพบว่า ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นมะเร็งปอดได้โดยไม่มีประวัติการสูบบุหรี่หรือการสัมผัสกับสารก่อมะเร็งดังกล่าวมาก่อนก็ได้
หมายเหตุ : ปัจจัยเสี่ยง หมายถึง การมีโอกาสเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า การมีปัจจัยเสี่ยงหรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างจะต้องกลายเป็นโรคมะเร็งเสมอไป หรือการที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใด ๆ เลยก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางเป็นโรคมะเร็ง
อาการของมะเร็งปอด
ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะแรก ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการแสดงใด ๆ จนกว่าโรคจะลุกลามไปมากแล้ว (มีผู้ป่วยประมาณ 10-15% เท่านั้นที่ตรวจพบมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งแพทย์มักตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจเอกซเรย์ทรวงอกจากการตรวจร่างกายประจำปี ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงมีโอกาสที่จะหายขาดจากโรคได้สูง) โดยอาการและอาการแสดงต่าง ๆ ของมะเร็งปอดมีดังต่อไปนี้ คือ
ในระยะเริ่มแรก จะไม่มีอาการใด ๆ แต่ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรัง (ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ อาการไอจะไม่ทุเลาลงเหมือนการไอปกติ แต่จะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ) อาจไอมีเลือดปนในเสมหะหรือไอออกมาเป็นเลือดสด ๆ จำนวนมาก (หากมะเร็งลุกลามถูกหลอดเลือด) หายใจมีเสียงดังวี้ด (หากหลอดลมถูกอุดกั้นจากก้อนมะเร็ง) หรือเจ็บแน่นหน้าอกเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน (หากมะเร็งลุกลามไปที่เยื่อหุ้มปอดหรือกระดูกซี่โครง) ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้ ต่อมาผู้ป่วยมักจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ หายใจหอบเหนื่อย (จากภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด) และอาจมีปอดอักเสบแทรกซ้อน หากมะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง ผู้ป่วยอาจมีอาการเสียงแหบเรื้อรัง (เมื่อลุกลามเข้าประสาทกล่องเสียงส่วนที่อยู่ในช่องอก) กลืนลำบาก (มีปัญหาเรื่องการกลืนหรือกินอาหาร) ปวดแขน แขนชาและอ่อนแรง หนังตาตกและรูม่านตาหดเล็กข้างหนึ่ง มีอาการบวมที่ใบหน้า ลำคอ และหน้าอกส่วนบน (เมื่อโรคลุกลามไปอุดหลอดเลือดดำใหญ่ในช่องอก) หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ในระยะท้ายของโรค มะเร็งมักจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอหรือแอ่งไหปลาร้า และอวัยวะต่าง ๆ เช่น สมอง (ทำให้มีอาการปวดศีรษะ สับสน ชัก อัมพาต ซึม หมดสติ), ตับ (ทำให้มีอาการตับโต ดีซ่าน ท้องมาน), ต่อมหมวกไต, ไต, กระดูกสันหลัง (ทำให้ปวดหลังมาก), กระดูก (ทำให้มีอาการปวดกระดูก กระดูกหัก) เป็นต้น ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยอาจมาปรึกษาแพทย์ด้วยอาการที่มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะเหล่านี้มากกว่าอาการของมะเร็งปอดโดยตรง (ไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด) อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับมะเร็งก็ได้ เนื่องจากมีหลายโรคที่อาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ หากมีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรับการรักษาโดยเร็วจะดีที่สุด
ระยะของมะเร็งปอด
ระยะของมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก (Non-small cell lung cancer) แบ่งออกเป็น
1. ระยะแอบแฝง (Occult stage)
เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งถูกตรวจพบในเสมหะ แต่ไม่พบจากการตรวจทางรังสีวิทยาหรือจากการส่องกล้องผ่านทางหลอดลม เนื่องจากยังมีขนาดเล็กมาก
2. ระยะที่ 0 (Carcinoma in situ)
เป็นระยะที่พบเซลล์ผิดปกติ (ไม่ใช่มะเร็ง) บริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจ ซึ่งเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านี้อาจกลายเป็นมะเร็งและแพร่กระจายไปตามเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียงได้
3. ระยะที่ 1 แบ่งออกเป็นระยะ IA และระยะ IB
ระยะ IA เป็นระยะที่พบมะเร็งเฉพาะในปอดเท่านั้น และมีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร ระยะ IB เป็นระยะที่มะเร็ง (a) มีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 5 เซนติเมตร, (b) กระจายไปถึงหลอดลมขั้วปอด และ/หรือ (c) กระจายไปถึงเยื่อหุ้มปอดชั้นใน และบางส่วนของปอด (ตรงตำแหน่งที่หลอดลมใหญ่มารวมกับหลอดลมขั้วปอด) อาจแฟบหรือเกิดการอักเสบก็ได้
4. ระยะที่ 2 แบ่งออกเป็นระยะ IIA และระยะ IIB
ระยะ IIA ยังแบ่งเป็นระยะย่อย ได้ดังนี้
ระยะ IIA (1) เป็นระยะที่มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในทรวงอกข้างนั้น ๆ ร่วมกับ (a) ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร, (b) แพร่กระจายไปยังหลอดลมขั้วปอด และ/หรือ (c) แพร่กระจายไปยังเยื่อหุ้มปอดชั้นใน และบางส่วนของปอด (ตรงตำแหน่งที่หลอดลมใหญ่มารวมกับหลอดลมขั้วปอด) อาจแฟบหรือเกิดการอักเสบ หรือ
ระยะ IIA (2) เป็นระยะที่มะเร็งยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง แต่ (d) ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 7 เซนติเมตร, (e) แพร่กระจายไปยังหลอดลมขั้วปอด และ/หรือ (f) แพร่กระจายไปยังเยื่อหุ้มปอดชั้นใน และบางส่วนของปอด (ตรงตำแหน่งที่หลอดลมใหญ่มารวมกับหลอดลมขั้วปอด) อาจแฟบหรือเกิดการอักเสบก็ได้
ระยะ IIB แบ่งเป็นระยะย่อย ได้ดังนี้
ระยะ IIB (1) เป็นระยะที่มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในทรวงอกข้างนั้น ๆ ร่วมกับ (a) ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 7 เซนติเมตร, (b) แพร่กระจายไปยังหลอดลมขั้วปอด และ/หรือ (c) แพร่กระจายไปยังเยื่อหุ้มปอดชั้นใน และบางส่วนของปอด (ตรงตำแหน่งที่หลอดลมใหญ่มารวมกับหลอดลมขั้วปอด) อาจแฟบหรือเกิดการอักเสบ หรือ
ระยะ IIB (2) เป็นระยะที่มะเร็งยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง แต่ (d) มีขนาดใหญ่กว่า 7 เซนติเมตร, (e) แพร่กระจายไปยังหลอดลมขั้วปอด, (f) กะบังลม, (g) ผนังทรวงอกหรือเยื่อบุผนังทรวงอก และ/หรือ (h) เยื่อหุ้มหัวใจ ก้อนมะเร็งอาจแยกออกจากกันในปอดกลีบเดียวกัน อาจแพร่กระจายไปยังเส้นประสาทที่ควบคุมกะบังลม และปอดทั้งหมดอาจแฟบหรือเกิดการอักเสบ
Image from : https://www.cancer.gov/publications/dictionaries/cancer-terms/def/stage-iib-non-small-cell-lung-cancer
5. ระยะที่ 3 แบ่งออกเป็นระยะ IIIA และระยะ IIIB
ระยะ IIIA แบ่งเป็นระยะย่อย ได้ดังนี้
ระยะ IIIA (1) เป็นระยะที่มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในทรวงอกข้างนั้น ๆ ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดใดก็ได้ ปอดบางส่วน (ตรงตำแหน่งที่หลอดลมใหญ่มารวมกับหลอดลมขั้วปอด) หรือทั้งหมดอาจแฟบหรือเกิดการอักเสบ และมะเร็งอาจแพร่กระจายไปยัง (a) หลอดลมขั้วปอด (Bronchus), (b) เยื่อหุ้มปอด เยื่อบุผนังทรวงอก หรือผนังทรวงอก, (c) กะบังลม, (d) เยื่อหุ้มหัวใจ และ/หรือ (e) ก้อนมะเร็งอาจแยกออกจากกันในปอดกลีบเดียวกัน มะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังเส้นประสาทที่ควบคุมกะบังลม
ระยะ IIIA (2) เป็นระยะที่มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงในทรวงอกข้างนั้น ๆ มะเร็งอาจมีขนาดใดก็ได้ ปอดทั้งหมดอาจแฟบหรืออักเสบ และมะเร็งอาจแพร่กระจายไปยัง (a) หลอดลมขั้วปอด (b) เยื่อหุ้มปอด เยื่อบุผนังทรวงอก หรือผนังทรวงอก, (c) กะบังลม, (d) หัวใจ และ/หรือเยื่อหุ้มหัวใจ, (e) หลอดเลือดใหญ่ที่นำเลือดเข้าออกจากหัวใจ, (f) หลอดลมใหญ่ (Trachea), (g) หลอดอาหาร, (h) กระดูกสันอก และ/หรือ (i) บริเวณที่แยกปอดออกเป็น 2 ด้าน (Carina) และ/หรือ (j) ก้อนมะเร็งอาจแยกออกจากกันในปอดกลีบเดียวกัน และมะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังเส้นประสาทที่ควบคุมกะบังลมและเส้นประสาทที่ควบคุมกล่องเสียง
ระยะ AIII (3) เป็นระยะที่มะเร็งยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดใดก็ได้ และอาจแพร่กระจายไปยัง (a) หัวใจ, (b) หลอดเลือดใหญ่ที่นำเลือดเข้าออกจากหัวใจ, (c) หลอดลมใหญ่, (d) หลอดอาหาร, (e) กระดูกสันอก และ/หรือ (f) บริเวณที่แยกปอดออกเป็น 2 ด้าน (Carina) และอาจแพร่กระจายไปยังเส้นประสาทควบคุมกล่องเสียง
Image from : https://www.cancer.gov/publications/dictionaries/cancer-terms/def/stage-iiia-non-small-cell-lung-cancer
ระยะ IIIB แบ่งเป็นระยะย่อย ได้ดังนี้
ระยะ IIIB (1) เป็นระยะที่มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้าหรือด้านตรงข้ามของทรวงอกที่เป็นมะเร็ง ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดใดก็ได้ ปอดบางส่วน (ตรงตำแหน่งที่หลอดลมใหญ่มารวมกับหลอดลมขั้วปอด) หรือทั้งหมดอาจแฟบหรือเกิดการอักเสบ และมะเร็งอาจแพร่กระจายไปยัง (a) หลอดลมขั้วปอด, (b) เยื่อหุ้มปอด เยื่อบุผนังทรวงอก หรือผนังทรวงอก, (c) กะบังลม, (d) หัวใจหรือเยื่อหุ้มหัวใจ, (e) หลอดเลือดใหญ่ที่นำเลือดเข้าออกจากหัวใจ, (f) หลอดลมใหญ่, (g) หลอดอาหาร, (h) กระดูกสันอก และ/หรือ (i) บริเวณที่แยกปอดออกเป็น 2 ด้าน (Carina) และ/หรือ (j) ก้อนมะเร็งอาจแยกออกจากกันในปอดกลีบเดียวกัน มะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังกระดูกสันหลัง และ/หรือเส้นประสาทที่ควบคุมกะบังลมและเส้นประสาทที่ควบคุมกล่องเสียง
ระยะ IIIB (2) เป็นระยะที่มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในทรวงอกข้างนั้น ๆ ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดใดก็ได้ และแพร่กระจายไปยัง (a) หัวใจ, (b) หลอดเลือดใหญ่ที่นำเลือดเข้าออกจากหัวใจ, (c) หลอดลมใหญ่, (d) หลอดอาหาร (e) กระดูกสันอก และ/หรือ (f) บริเวณที่แยกปอดออกเป็น 2 ด้าน (Carina) และ/หรือ (g) มะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังกลีบอื่นในปอดข้างเดียวกัน อาจแพร่กระจายไปยังกระดูกสันหลัง และ/หรือเส้นประสาทที่ควบคุมกล่องเสียง
Image from : https://www.cancer.gov/publications/dictionaries/cancer-terms/def/stage-iiib-non-small-cell-lung-cancer
6. ระยะที่ 4 เป็นระยะที่มะเร็งแพร่กระจาย
มะเร็งแพร่กระจายไปยังปอดอีกข้าง และ/หรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ตับ ต่อมหมวกไต ไต หรือกระดูก ในระยะนี้ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดใดก็ได้
ระยะของมะเร็งปอดชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (Small cell lung cancer) แบ่งออกเป็น
- ระยะจำกัด (Limited-stage small cell lung cancer) เป็นระยะที่ยังพบมะเร็งอยู่ในปอด 1 ข้าง เนื้อเยื่อระหว่างปอด 2 ข้าง และต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงเท่านั้น
- ระยะแพร่กระจาย (Extensive-stage small cell lung cancer) เป็นระยะที่มะเร็งได้แพร่กระจายออกจากปอดไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
การวินิจฉัยมะเร็งปอด
1. การตรวจร่างกายและการซักประวัติ (Physical exam and History) แพทย์จะทำการตรวจร่างกายทั่วไปเพื่อหาอาการแสดงของโรค (เช่น ก้อนหรือสิ่งผิดปกติ) ใช้หูฟังเพื่อฟังเสียงของปอด การหายใจ การทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของปอด ซักประวัติสุขภาพ ประวัติครอบครัว รวมถึงการสูบบุหรี่ สิ่งแวดล้อมในที่ทำงานหรือที่อยู่อาศัย งานที่ทำ และการรักษาก่อนหน้า การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory tests) โดยการตรวจเนื้อเยื่อ เลือด ปัสสาวะ หรือสารอื่น ๆ ซึ่งการตรวจเหล่านี้สามารถช่วยในการวินิจฉัย วางแผนการรักษาโรค หรือติดตามการรักษาได้ การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest x-ray) เพื่อดูตำแหน่งของก้อนเนื้อในปอด
2. การถ่ายภาพด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นการตรวจเพื่อหาตำแหน่งและขนาดของก้อนเนื้อที่ผิดปกติในบริเวณปอด
Image from : https://www.medicalnewstoday.com/articles/153201
3. การตรวจหาเซลล์มะเร็งในเสมหะ (Sputum cytology) มักใช้เสมหะใหม่ ๆ ตอนตื่นนอน นำไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อหาเซลล์มะเร็ง (แต่ถ้าไม่มีเสมหะอาจป้ายสิ่งคัดหลั่งบริเวณคอหอยไปตรวจแทนได้)
Image from : https://www.medicalnewstoday.com/articles/153201
4. การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy) เป็นการตรวจที่ให้ผลแน่นอนที่สุด ซึ่งการตรวจจะมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ได้แก่ การใช้เข็มขนาดเล็กตัดชิ้นเนื้อ (Fine-needle aspiration – FNA) แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเข้าที่ช่องอกไปยังปอด และดูดเอาตัวอย่างของเนื้อเยื่อหรือของเหลวจากปอดนำไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง (โดยทั่วไปมักทำร่วมกับการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อหาตำแหน่งที่ถูกต้องของเนื้อเยื่อที่ต้องการนำไปตรวจสอบ)
5. การส่องกล้องตรวจภายในหลอดลม (Bronchoscopy) แพทย์จะทำการสอดท่อขนาดเล็กที่มีไฟผ่านจมูกหรือปากเข้าไปถึงหลอดคอและปอด โดยท่อนี้จะสามารถดูดเอาของเหลวหรือตัดชิ้นเนื้อเยื่อที่แพทย์สงสัยออกมาตรวจวิเคราะห์ได้
Image from : https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/bronchoscopy/about/pac-20384746
6. การตรวจช่องทรวงอกโดยการส่องกล้อง (Thoracoscopy) แพทย์จะใช้กล้องใส่เข้าไปทางผนังทรวงอกเพื่อตัดเอาก้อนเนื้อจากปอดไปตรวจ
Image from : https://drprasadpadwal.com/thoracoscopy.php
7. การใช้เข็มเจาะช่องเยื่อหุ้มปอดแทงผ่านผนังทรวงอก (Thoracentesis) แพทย์จะใช้เข็มเจาะที่ช่องอกบริเวณระหว่างปอดและผนังช่องอก เพื่อทำการเก็บของเหลวบริเวณดังกล่าวนำไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง
Image from : https://ergoldbook.blogspot.com/2018/08/thoracentesis.html
8. การตรวจช่องกลางทรวงอกโดยการส่องกล้อง (Mediastinoscopy) แพทย์จะทำการผ่าตัดบริเวณส่วนบนของกระดูกหน้าอก จากนั้นจะสอดกล้องเข้าไปภายในช่องทรวงอก แล้วนำตัวอย่างเนื้อเยื่อหรือต่อมน้ำเหลืองออกไปตรวจ
Image from : https://link.springer.com/chapter/10.1007/978-0-387-88493-6_19
9. การตรวจย้อม (Immunohistochemistry) เป็นการตรวจที่จำเพาะลงไปเพื่อดูว่าเนื้องอกนั้น ๆ เป็นมะเร็งปอดชนิดอะไร
Image from : https://www.cellsignal.com/applications/immunohistochemistry/protein-expression-immunohistochemistry
วิธีรักษามะเร็งปอด
วิธีการรักษามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก (Non-small cell lung cancer)
ในระยะแรก ในกรณีที่โรคยังไม่ลุกลามหรือยังไม่แพร่กระจาย การรักษาหลักจะเป็นการผ่าตัด และแพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ยารักษาตรงเป้า และรังสีรักษาเป็นการรักษาเสริมตามข้อบ่งชี้ ซึ่งจะช่วยให้หายขาดได้
ในกรณีที่โรคลุกลามไปมากขึ้น (เสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำหรือมีการแพร่กระจาย) แพทย์อาจเปลี่ยนการรักษาหลักไปเป็นการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา และอาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยารักษาตรงเป้าตามข้อบ่งชี้ ซึ่งทั้งหมดนี้แพทย์จะพิจารณาจากตำแหน่ง ขนาด และระยะของโรค ชนิดของเซลล์มะเร็ง อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) และความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่จะรับรองได้ว่าจะได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยทุกราย เพราะมะเร็งปอดในผู้ป่วยแต่ละรายจะมีความแตกต่างกัน นอกจากนั้น เซลล์มะเร็งแต่ละชนิดเองก็มีความไวในการตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกันด้วย ทำให้ในปัจจุบันแพทย์จึงมักใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อครอบคลุมโอกาสที่น่าจะเป็นไปได้ทั้งหมด
สำหรับวิธีการรักษามะเร็งปอดชนิดนี้ ได้แก่
การผ่าตัด (Surgery)
มีเป้าหมายเพื่อเอาก้อนมะเร็งที่ปอดออกให้หมด ซึ่งบางครั้งก้อนเนื้อนั้นอาจไม่ใช่เซลล์มะเร็งทั้งหมดก็ได้ โดยขนาดของปอดที่ตัดออกจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของมะเร็ง และสมรรถภาพของปอดที่เหลือไว้ (จึงมักทำในรายที่ยังมีหวังว่าจะตัดมะเร็งออกได้หมดและปอดที่เหลืออยู่ยังเพียงพอต่อการหายใจ และโดยทั่วไปมักจะไม่ใช้กับมะเร็งปอดชนิดเซลล์ขนาดเล็ก ซึ่งมักมีการแพร่กระจายตัวของเซลล์มะเร็งได้เร็ว)
การผ่าตัดจะมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ได้แก่ การผ่าตัดปอดเป็นรูปลิ่ม (Wedge resection) เป็นการผ่าตัดเพื่อนำเอาก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อปกติรอบ ๆ ออก การผ่าตัดปอดแค่กลีบย่อย (Segmental resection) การผ่าตัดปอดออกทั้งกลีบ (Lobectomy) เป็นการผ่าตัดกลีบปอดออกทั้งกลีบ การผ่าตัดปอดออกทั้งข้าง (Pneumonectomy) การผ่าตัดส่วนของหลอดลมออก (Sleeve resection)
การใช้รังสีรักษา (Radiation therapy)
เป็นการรักษามะเร็งโดยใช้รังสีเอกซ์พลังงานสูงหรือรังสีชนิดอื่นเพื่อทำลายหรือหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยตรง มักใช้ในผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ หรือในรายที่ผ่าตัดแล้วแต่มะเร็งยังออกไม่หมด หรือคาดว่ามะเร็งจะงอกขึ้นมาอีก โดยการฉายรังสีจะแบ่งออกเป็น
- การฉายรังสีจากภายนอก (External radiation therapy) โดยใช้เครื่องส่งรังสีจากภายนอกร่างกาย
- การฉายรังสีจากภายใน (Internal radiation therapy) โดยการใช้สารรังสีวางไว้ใกล้กับตัวก้อนมะเร็ง
การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)
เป็นการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งหรือยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ในปัจจุบันแพทย์นิยมใช้ยาหลายตัวสลับกันเป็นระยะ เพราะได้ผลดีกว่าการใช้ยาเพียงตัวเดียว ส่วนผลการรักษามักจะออกมาดีในผู้ป่วยที่มีสภาพร่างกายสมบูรณ์และมีมะเร็งในร่างกายน้อย หลังจากที่กินยาหรือฉีดยาเคมีบำบัดเข้าทางหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อแล้ว ตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าทางกระแสเลือดและจับกับเซลล์มะเร็งที่อยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งเรียกว่า “Systemic chemotherapy” แต่ในบางกรณีแพทย์อาจฉีดยาเคมีบำบัดเข้าทางช่องไขสันหลัง ในอวัยวะ หรือในช่องท้องเพื่อหวังผลในการทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ ซึ่งเรียกว่า “Regional chemotherapy”
การให้ยารักษาตรงเป้า (Targeted therapy)
เป็นการรักษาโดยการใช้ยาหรือสารอื่น ๆ ที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งและก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ปกติน้อยกว่ายาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา แต่ยานี้ค่อนข้างจะมีราคาแพงเกินกว่าที่ผู้ป่วยทั่วไปจะเข้าถึงได้ โดยยาที่ใช้รักษาจะมีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ ยาในกลุ่มโมโนโคลนอล แอนติบอดี (Monoclonal antibody) และยาในกลุ่มยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Thyrosine kinase inhibitor)
การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser therapy)
เป็นการใช้แสงเลเซอร์ที่มีลำแสงแคบ (Laser beam) เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง การใช้แสงเลเซอร์ร่วมกับยา (Photodynamic therapy – PDT) การรักษานี้เป็นการตอบสนองทางเคมี โดยจะเป็นการใช้แสงเลเซอร์กระตุ้นปฏิกิริยาแบบหนึ่ง โดยฉีดสารไวแสงทางหลอดเลือดดำ ซึ่งก้อนมะเร็งจะดูดซับสารไวแสงนี้ไว้ในปริมาณมาก (แต่เนื้อเยื่อปกติจะดูดซับไว้เพียงเล็กน้อย) เมื่อฉายแสงเลเซอร์พิเศษไปที่มะเร็ง เซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลายและตายไป
การจี้ด้วยความเย็น (Cryosurgery)
เป็นการใช้อุปกรณ์จี้ด้วยความเย็นและทำลายเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ เช่น ในโรคระยะที่ 0 (Carcinoma in situ)
การจี้ด้วยไฟฟ้า (Electrocautery)
เป็นการใช้โพรบ (Probe) หรือเข็มร้อนที่ส่งผ่านด้วยกระแสไฟฟ้าเพื่อทำลายเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ
การรักษาแบบเฝ้าระวังเชิงรับ (Watchful waiting)
เป็นการเฝ้าติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องให้การรักษา จนกว่าผู้ป่วยจะแสดงอาการของมะเร็งออกมา การรักษารูปแบบใหม่ที่ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาทดลอง คือ การป้องกันมะเร็งโดยการใช้ยาเคมีป้องกัน (Chemoprevention) เป็นการใช้ยา วิตามิน หรือสารอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหรือเพื่อลดความเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งปอด และการใช้สารเพิ่มผลของรังสีรักษา (Radiosensitizers) ซึ่งเป็นการให้สารหรือยาที่เพิ่มผลหรือเพิ่มประสิทธิภาพของรังสีรักษาในการทำลายเซลล์มะเร็ง
การรักษาประคับประคอง (Palliative care)
เป็นการรักษาที่จะเน้นเรื่องการบรรเทาอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นหลักในระยะที่โรคแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ แล้ว หรือตัวผู้ป่วยเองมีสภาพร่างกายทั่วไปไม่แข็งแรง มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาได้ง่าย โดยแพทย์อาจให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด การใช้รังสีรักษา การรักษาด้วยเลเซอร์ การให้ยาแก้ปวดเมื่อมีอาการปวดต่าง ๆ การให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำเมื่อผู้ป่วยกินอาหารทางปากได้น้อยหรือไม่ได้ เป็นต้น
การรักษาโดยใช้กัญชา
การใช้กัญชารักษาโรคมะเร็ง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษามะเร็ง จากสถิติการรักษาในคลินิกกัญชาทางการแพทย์ ของโรงพยาบาลรัฐที่เข้าร่วม โดยใช้น้ำมันกัญชา ปี พ.ศ.2563 พบว่า คนไข้กว่า 74% มีอาการดีขึ้นหลังจากใช้น้ำมันกัญชา*
การใช้น้ำมันกัญชารักษาโรคนั้น จำเป็นต้องควบคู่กับ ยาชนิดอื่นๆ ร่วมกัน รวมไปถึง การควบคุมอาหาร การพักผ่อน การทำจิตใจให้ไม่เครียดกังวล และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ คนไข้ที่ต้องการใช้กัญชาในการรักษา จำเป็นต้องได้รับการดูแล และแนะนำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้เพื่อให้คนไข้ได้รับผลดีที่สุดจากการรักษา

